มะเร็งระยะลุกลาม

“มะเร็ง” คืออะไร

มะเร็ง (Cancer) คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่สารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต และมีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็ว และมากกว่าปกติ ทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติขึ้นถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น มะเร็งแต่ละชนิดจะมีการดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรักษามะเร็งแต่ละชนิดจึงมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะของ มะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

“มะเร็งระยะลุกลาม” คืออะไร

มะเร็งระยะลุกลาม (Advanced cancer) หมายถึง มะเร็งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งจะแตกต่างกับมะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastatic cancer) เนื่องจากมะเร็งระยะลุกลามไม่จำเป็นต้องมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งสมองบางชนิดที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จัดเป็นมะเร็งระยะลุกลามแม้ยังไม่มีการแพร่กระจายก็ตาม ในทำนองเดียวกัน มะเร็งระยะแพร่กระจายก็ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งระยะลุกลามเช่น มะเร็งของอัณฑะ แม้ว่าจะมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว แต่ก็ยังมีวิธีรักษาได้

“มะเร็งระยะลุกลามไม่ใช่จุดจบของชีวิตเพราะยังมีการรักษาเพื่อบรรเทาความทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย กรุณาปรึกษาแพทย์ของท่านเพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและอย่าพึ่งท้อแท้” การดูแลแบบประคับประคอง

ส่วนมะเร็งระยะลุกลามเฉพาะที่ (Locally advanced cancer) นั้น หมายถึง มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตออกไปนอกอวัยวะนั้นๆ แล้ว แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกาย มะเร็งส่วนใหญ่ในระยะนี้มักสามารถรักษาให้หายได้ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ในมะเร็งบางชนิด แม้ว่าจะอยู่ในระยะลุกลามเฉพาะที่ แต่จัดว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลามเช่นกัน หากไม่สามารถรักษาให้หายได้ เช่น มะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

ผู้ป่วยบางรายอาจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งระยะลุกลามในครั้งแรกที่ทราบว่าตนเองเป็นมะเร็ง แต่บางรายอาจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งระยะลุกลามหลังจากได้รับการรักษามานานแล้ว ซึ่งโดยส่วนใหญ่ มะเร็งระยะลุกลามมักเกิดขึ้นภายหลังจากที่เป็นมะเร็งแล้วระยะหนึ่ง และการรักษาที่ได้รับไม่สามารถหยุดยั้งการเจริญของมะเร็งได้อีกต่อไป อาการของผู้ป่วยเหล่านี้มักแย่ลงและจำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยอาการที่มักพบบ่อยได้แก่ อาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาการปวด เช่น ปวดกระดูกจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก ปวดท้องจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับและอาการเหนื่อยหอบจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังปอด เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ เหล่านี้ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุของอาการต่างๆ อันจะนำไปสู่การดูแลรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม การตรวจทางห้องปฏิบัติการบอกถึงการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะต่างๆได้ ยกตัวอย่างเช่น หากตรวจพบความผิดปกติในการทำงานของตับแสดงว่าอาจมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับแล้ว นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษที่เฉพาะเจาะจงกับมะเร็งแต่ละชนิดด้วยเรียกว่า Tumor marker เช่น PSA (Prostate-specific antigen) สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก และ CEA (Carcinoembryonic antigen) สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ส่วนการตรวจด้วยภาพถ่ายทางรังสีวินิจฉัยนั้นใช้เพื่อดูอวัยวะต่างๆที่สงสัยว่าอาจมีการแพร่กระจายของมะเร็ง เช่น

ภาพเอ็กซเรย์ปอด (Chest x-ray)


ภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computer tomography, CT scan) ซึ่งจะทำให้เห็นภาพตัดขวางของอวัยวะต่างๆ ได้ชัดเจนกว่าภาพเอ็กซเรย์ธรรมดา อีกทั้งยังมีประโยชน์ในแง่ของการตรวจเพิ่มเติมและการรักษาด้วย เช่น ใช้กำหนดตำแหน่งในการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยการตรวจด้วย CT scan จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที ซึ่งนานกว่าการถ่ายภาพเอ็กซเรย์ธรรมดา และบางครั้งอาจต้องมีการฉีดหรือรับประทานสารทึบรังสี (Contrast media) ด้วยเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่พึงประสงค์จากสารทึบรังสีได้ เช่น ร้อนวูบวาบผื่นลมพิษ หายใจไม่สะดวก ความดันต่ำ
ภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging, MRI scan) เป็นการตรวจโดยส่งผ่านคลื่นวิทยุเข้าไปในร่างกายแล้วรับสัญญาณที่ออกมาแทนการใช้รังสีเอ็กซ์ ซึ่งทำให้เห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆได้ดี โดยเฉพาะสมองและไขสันหลัง ซึ่งอาจต้องมีการฉีดสารทึบรังสีเช่นเดียวกับการตรวจ CT scanข้างต้น แต่จะใช้ระยะเวลาในการตรวจนานกว่า CT scan
การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) นิยมใช้เป็นการตรวจเบื้องต้น เนื่องจากสามารถทำได้ง่าย และไม่ต้องใช้รังสีเอ็กซ์ จึงไม่มีข้อห้ามในการตรวจ
การตรวจเพทสแกน (Positron emission tomography,PET scan) เป็นการตรวจโดยฉีดสารเภสัชรังสีเข้าไปในร่างกายแล้วใช้กล้องชนิดพิเศษเพื่อตรวจวัดปริมาณรังสี ซึ่งปริมาณรังสีจะสูงในบริเวณที่เซลล์มีการทำงานมากหรือมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่นมะเร็ง ดังนั้นจึงใช้ในการตรวจหามะเร็งได้ทั่วร่างกาย ในปัจจุบันได้มีการนำมาใช้ร่วมกับ CT scan ด้วย เพื่อให้เห็นรายละเอียดของอวัยวะต่างๆได้ชัดเจนขึ้น เรียกว่า PET/CT scan
ภาพสแกนกระดูก (Bone scan) เป็นการตรวจหาการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก โดยฉีดสารเภสัช-รังสี เข้าเส้นเลือดแล้วตรวจวัดปริมาณรังสีเช่นเดียวกับการตรวจ PET scan ข้อดีของ Bone scan คือ สามารถตรวจพบการกระจายของมะเร็งไปยังกระดูกได้เร็วกว่าภาพถ่ายเอกซเรย์ธรรมดา ความผิดปกติที่พบคือ บริเวณที่มีปริมาณรังสีสูงผิดปกติ อาจเป็นตำแหน่งของก้อนมะเร็ง หรืออาจเกิดจากการอักเสบของข้อ หรือโรคของกระดูกเองก็ได้ จึงอาจต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยอื่นเพิ่มเติมในกรณีที่สงสัยภาวะดังกล่าว แต่ในกรณีที่มีการทำลายของกระดูกจากมะเร็งจนหมดแล้ว อาจทำให้ไม่พบลักษณะการเพิ่มขึ้นของปริมาณรังสีได้ ทำให้การแปลผลผิดพลาด

เมื่อพบความผิดปกติจากการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และจากภาพถ่ายรังสีแล้วยังจำเป็นต้องมีการตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่ในบริเวณนั้นจริงหรือไม่ โดยแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อ ขนาดเล็กๆจากบริเวณรอยโรคที่สงสัยว่าผิดปกติออกมาตรวจสอบเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี มะเร็งระยะลุกลามสามารถรักษาได้แม้จะไม่หายขาด แต่การรักษาจะช่วยให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงช่วยบรรเทาอาการอันเกิดจากมะเร็ง รวมทั้งอาจช่วยยืดชีวิตของผู้ป่วยได้ด้วย ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามบางรายสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งแต่ละคนมีการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน อีกทั้งมะเร็งแต่ละชนิดก็มีการเจริญเติบโตในอัตราที่ต่างกันออกไปด้วย

 

“มะเร็งระยะแพร่กระจาย” คืออะไร

มะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastatic cancer) หมายถึง มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นในร่างกายรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองในบริเวณที่ไกลจากมะเร็งปฐมภูมิ ซึ่งเซลล์มะเร็งมักไปยังส่วนอื่นทางกระแสเลือด หรือทางเดินน้ำเหลืองที่มีอยู่ทั่วร่างกาย โดยมะเร็งที่สามารถแพร่กระจายได้นั้น จำเป็นต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ การออกจากก้อนมะเร็งปฐมภูมิและเข้าสู่กระแสเลือดหรือทางเดินน้ำเหลืองเพื่อไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย จากนั้นเซลล์มะเร็งจะแนบติดกับผนังของหลอดเลือดหรือท่อน้ำเหลืองเพื่อผ่านไปยังอวัยวะอื่น ซึ่งเป็นที่ที่มะเร็งจะเจริญเติบโตขึ้นได้ในที่สุดจึงได้มีความพยายามคิดค้นวิธีที่จะยับยั้งกระบวนการเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเหล่านี้ขึ้น เช่น การผลิตยาเพื่อป้องกันการกระจายของเซลล์มะเร็งเข้าสู่กระแสเลือด และยาเพื่อป้องกันการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่เข้าไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งเป็นต้น คุณสมบัติที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งสำหรับเซลล์มะเร็งได้แก่การหลบหลีกจากการถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเซลล์มะเร็งได้มีการปรับตัวอย่างมากมายเพื่อการอยู่รอดในร่างกาย จึงมักเป็นเหตุให้การรักษามะเร็งในระยะนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ความเชื่อที่ว่าหากงดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วจะทำให้เซลล์มะเร็งไม่เจริญเติบโตเป็นความเท็จ เพราะเซลล์มะเร็งมีความสามารถพิเศษที่จะเติบโตได้ในสภาวะแวดล้อมที่จำกัดอยู่แล้วดังนั้นผู้ป่วยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ตลอดจนทำจิตใจให้แจ่มใส

อวัยวะที่มักพบการแพร่กระจายของมะเร็ง ได้แก่ ปอด กระดูก ตับ และสมอง ซึ่งมะเร็งแต่ละชนิดมักมีลักษณะของการแพร่กระจายแตกต่างกันออกไป จากการศึกษาพบว่ามีสารพันธุกรรมหรือสารบางอย่างบนผิวของเซลล์มะเร็งที่เป็นตัวกำหนดว่าเซลล์มะเร็งนั้นจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะใด เช่น มะเร็งปอดมักแพร่กระจายไปที่สมองหรือกระดูกมะเร็งลำไส้ใหญ่มักแพร่กระจายไปที่ตับ มะเร็งต่อมลูกหมากมักแพร่กระจายไปที่กระดูก และมะเร็งเต้านมมักแพร่กระจายไปที่กระดูก ปอด ตับ และสมอง เป็นต้น ในปัจจุบันจึงได้มีการวิจัยจำนวนมากมุ่งเน้นไปที่การยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมดังกล่าวเพื่อป้องการการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง สำหรับมะเร็งเม็ดเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia, Multiple myeloma) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) นั้น เนื่องจากเม็ดเลือดสามารถเดินทางไปได้ทั่วร่างกาย จึงสามารถพบเซลล์มะเร็งได้ทุกที่ แต่มะเร็งกลุ่มนี้ก็ไม่จัดเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายแต่อย่างใด

การเรียกชื่อของมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆนั้น จะเรียกตามชื่อของมะเร็งปฐมภูมิ หรือมะเร็งที่เป็นจุดเริ่มต้น เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากที่มีการแพร่กระจายไปยังกระดูก ก็ยังคงเรียกว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากไม่ใช่มะเร็งกระดูก เนื่องจากลักษณะของเซลล์เป็นเซลล์จากต่อมลูกหมาก ในทำนองเดียวกัน มะเร็งเต้านมที่มีการแพร่กระจายไปยังปอด ก็เรียกว่ามะเร็งเต้านม ไม่ใช่มะเร็งปอด เป็นต้น ซึ่งการแยกระหว่างมะเร็งปฐมภูมิกับมะเร็งที่แพร่กระจายมานั้น ทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อให้ทราบว่าต้นกำเนิดของมะเร็งมาจากอวัยวะใด มะเร็งระยะแพร่กระจายอาจตรวจพบพร้อมกัน หรือหลังจากมะเร็งปฐมภูมินานเท่าไรก็ได้ และในบางครั้งก็อาจตรวจพบมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ โดยไม่ทราบว่าอวัยวะใดเป็นต้นกำเนิดที่เรียกว่า Cancer of Unknown Origin

ผู้ป่วยบางรายที่เป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายอาจไม่แสดงอาการใดๆ แต่พบโดยบังเอิญจากการตรวจภาพถ่ายรังสีหรือการตรวจเลือด ในกรณีที่มีอาการจากมะเร็งระยะแพร่กระจาย อาการมักขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งที่มีการแพร่กระจาย เช่น มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังกระดูกมักทำให้มีอาการปวดและกระดูกหัก มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังสมองอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ ชัก หรือมึนงง มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังปอดอาจทำให้มีอาการหายใจลำบาก มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังตับ อาจทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวมได้ เป็นต้น

การรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การฉายแสง การรักษาทางชีวภาพ การรักษาด้วยฮอร์โมน การผ่าตัด และการผ่าตัดโดยใช้ความเย็น (Cryosurgery) หรือใช้หลายวิธีร่วมกันขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ขนาด และตำแหน่งที่มีการแพร่กระจาย นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงอายุ สภาพร่างกาย การรักษาที่เคยได้รับ และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของมะเร็ง และเพื่อบรรเทาอาการอันเนื่องมาจากมะเร็ง โดยให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย